[SF] Blind&Shine : 5 {TOPGD}
posted on 26 Oct 2009 16:50 by vi-zeetrue in FICTION
Title : Blind & Shine
Author : ZeeTrue
Pairing : T.O.P x GD
Rate : PG-13
Chapter : 5 [END]
เป็นนายจริงๆใช่มั้ย....จียง
แสงสว่างของฉัน
.
.
.
เฮือก!!
"โอ๊ย บ้าชะมัด"
จียงสะดุ้งตัวโยนขึ้นมาจากหมอน สูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด แล้วจึงทิ้งตัวลงกับเตียงและหมอนสีขาวใบใหญ่อีกครั้ง มือทั้งสองกดคลึงเปลือกตาทั้งสองข้างไปมาเบาๆ เพราะเมื่อกี้เขาลืมตาขึ้นมาเร็วเกินไป ก็ทำให้แสบตาขึ้นมา พอดีจียงเพิ่งผ่าตัดตา แล้วล่าสุดก็เพิ่งเปิดตาไปเมื่อเช้านี้เองด้วย
"คุณไม่ไรเป็นนะ"
"ผมโอเค"
ตอบกลับไปด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษพลางยิ้มให้กับพยาบาลที่กำลังเปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ห้องของเขา อือ..ภาษาอังกฤษ อเมริกาน่ะ ตอนนี้เขาอยู่อเมริกา มารักษาตาที่นี่เพราะเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย หลังจากเปิดตาไปเมื่อเช้าพ่อกับแม่ที่เขาไม่ได้เห็นหน้ามาเป็นปีก็รีบออกไปทำงานเลย เฮ้อ ทั้งที่เขาเพิ่งกลับมามองเห็นได้อีกครั้งแท้ๆเชียว ทำไมไม่อยู่กันให้นานกว่านี้หน่อยนะ
ว่าแต่เมื่อกี้น่ะ ฝันเหรอ... มันเหมือนจริงชะมัด น่ากลัวเป็นบ้าเลย
'ฉันน่ะ...มอบแสงสว่างให้คนคนนึงที่ฉันรัก'
เหมือนความฝันมันตกค้างอยู่ในสมอง ใบหน้าของใครคนหนึ่งผุดขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่หมอบอกว่าอาจจะเลอะเลือนไปบ้างเพราะอุบัติเหตุ แต่สักพักก็จะกลับมาดีเอง อืม ชเวซึงฮยอน แฟนเก่า...เรียกอย่างนั้นได้ไหมนะ น่าจะได้แหละเพราะว่าเลิกกันไปแล้วนี่นา แล้วทำไมเขาถึงฝันอะไรบ้าๆ แบบนี้ได้ล่ะเนี่ย
เป็นฝันที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวเพราะซึงฮยอน แต่สิ่งที่ฝันนั่นแหละน่ากลัว จียงกำลังคิดว่าตัวเองปัญญาอ่อนมากที่แอบกลัวว่าสิ่งที่ฝันจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมา เอ่อ ....ไม่หรอกน่า
กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะชวนพยาบาลในห้องคุยเล่น "คุณรู้มั้ย ใครบริจาคตาให้ผม"
"ทำไมถึงอยากรู้ขึ้นมาล่ะคะ"
"ก็ว่าจะถามนานแล้วล่ะ แต่ไม่มีโอกาสสักที"
รอยยิ้มของพยาบาลหน้าตาใจดีรุ่นราวคราวเดียวกับแม่กำลังให้จียงรู้สึกหวั่นอยู่ในใจพิลึก อะไรกัน ยิ้มแบบนั้นทำไม อย่ามาแกล้งทำให้เขาใจเสียได้มั้ย "ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามค่ะ"
ไม่ได้ต่างอะไรกับการที่ไม่รู้แต่แรกว่าคือใคร ถึงจะอย่างนั้นแต่ก็รู้สึกโล่งใจเป็นบ้าที่มันไม่ได้...เหมือนในฝัน
ก็มันจะเป็นไปได้ยังไงเล่า ฝันก็มันก็คือฝัน ซึงฮยอนไม่มีทางทำอะไรอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ ดวงตาเนี่ยนะ ถ้าเสียมันไป.. ก็มืดมิดตลอดชีวิตเลยนะแบบนั้น จียงรู้ดีที่สุด รู้ว่ามันทรมานขนาดไหนกับการมองไม่เห็นอะไรนอกจากสีดำ มันน่ากลัวนะ
เพราะงั้น มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ว่าใจไม่ดีเลยแฮะ
"อ้อ! ญาติคุณฝากของมาให้แน่ะ บอกว่ามีคนส่งมาจากเกาหลี"
"ขอบคุณ.." ซองกระดาษสีน้ำตาลบางเบาวางลงกับมือ จียงเปิดถุงออกแล้วเทสิ่งที่ข้างในออกมา
สร้อย
....ที่มีดวงอาทิตย์กับดวงดาว อยู่ด้วยกัน
สองมือจับต้องราวกับมันเป็นแก้วบางใส จับแรงๆอาจจะแตก อาจจะหัก หรืออาจจะร้าว ปลายนิ้วลูบแผ่วเบาที่ตัวจี้ครั้งแล้วครั้งเล่า รายละเอียดจำได้ไม่มากนักว่าได้มายังไง แต่ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับสิ่งนี้มา นี่มันไม่ใช่ครั้งแรก เขาเคยได้รับสร้อยเส้นนี้จากซึงฮยอนมาแล้ว และสิ่งหนึ่งที่ยังคงติดหูอยู่ตลอดคือคำพูดของคนที่มอบให้
แสงสว่างของฉัน
ทั้งในความจริงและในความฝัน มันเหมือนกันเกินไปจนจียงนึกกลัว ปลอบใจตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ แต่น้ำตาที่ไหลอาบสองข้างแก้มนี่มันตรงกันข้ามกับความคิดนัก ภาพในความฝันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในสมอง ภาพที่ซึงฮยอนนั่งพิงเก้าอี้ กับหมาสีดำตัวใหญ่ และรูปภาพของเขาที่วางอยู่ข้างตัว..
ทนต่อไปไม่ได้แล้ว
"ผมจะกลับเกาหลีได้เมื่อไหร่"
.
.
.
ซวยจริงๆ
"คือรถลุงมันป่วยอะ แต่ไม่คิดว่ามันจะมาแย่เอาซะวันนี้"
"เอาเหอะลุง ไม่ต้องพูดละ" จียงหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์ มือโบกพัดไปตรงหน้าเพื่อไล่เขม่าควันที่ออกมาจากฝากระโปรงรถแท็กซี่ที่เขานั่งมา สำลักครั้งแล้วครั้งเล่า ใขณะที่ลุงเจ้าของรถพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้รถของตัวเองสามารถใช้งานได้ เพิ่งออกมาจากสนามบินได้ไม่ถึงชั่วโมงเลยนะ มันน่าอารมณ์เสียมั้ยล่ะเนี่ย "คิดตังค์เท่าไหร่ล่ะ เดี๋ยวฉันไปหารถเอง"
"ไม่เอาๆๆ ลุงไม่คิด ส่งผู้โดยสารไม่ถึงจุดหมายปลายทางแบบนี้ลุงไม่กล้าคิดเงินหรอกไอ้หนุ่ม"
"เอาไปเหอะ ไปละ" ยัดเงินหลักพันใส่มือลุงคนขับก่อนจะสะพายกระเป๋าที่เป็นสัมภาระเพียงอย่างเดียวของตัวเองแล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งของถนน
โทรศัพท์ที่สั่นครืดอยู่ในกระเป๋าทำให้จียงที่กำลังจะโบกรถต้องชะงัก หยิบขึ้นมาดูก่อนจะกดรับด้วยใบหน้าเซ็ง "เออ ว่าไง"
"นี่กูอยู่สนามบินละ มึงอยู่ไหนเนี่ย"
"กูออกจากสนามบินมาแล้วแหละ"
"ทำงี้ได้ไงวะ กูอุตส่าห์ตั้งใจมารับมึงนะเนี่ย"
"ก็มึงมาช้าเอง กูขี้เกียจรอ เอาเป็นว่าไว้เจอกันวันหลังละกัน"
"เมื่อคืนกูปั่นงานดึกนี่หว่า มึงก็น่าจะโทรหา..."
ยองเบ เป็นเพื่อนที่ดีนะ เสียแต่จียงรำคาญตอนมันบ่นนี่แหละก็เลยตัดสายทิ้งแล้วก็ยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม ขยับแว่นกันแดดสีชาให้เข้าที่ แท็กซี่ผ่านไปคันแล้วคันเล่าไม่จอดรับเขาสักคนเพราะมีผู้โดยสารแล้ว ถ้าเมื่อกี้ไอ้ยองเบไม่โทรมาเขาคงอยู่บนรถสักคันแล้วล่ะตอนนี้ ฮึ รู้มั้ยว่านั่งเครื่องบินมามันเหนื่อยนะ กลับบ้านไปจะนอนซักเจ้ดวันเลยคอยดูเหอะ
โฮ่ง!
"เฮ้ย ปล่อยนะ!"
โฮ่ง!
แรงกระชากจากข้างหลังทำให้จียงต้องขืนตัวเอาไว้โดยอัติโนมัติก่อนจะหันไปยื้อกระเป๋าตัวเองที่ถูกสุนัขเซ็นเบอร์นาดสีดำตัวใหญ่กัดและดึงไม่ยอมปล่อย พันสายกระเป๋าให้จับได้ถนัดมือก่อนจะยื้อยุดฉุดกระชากเอาเป็นเอาตาย เคยเจอในข่าวเห็นมีแต่โจรจี้ปล้นกระชากกระเป๋า เป็นครั้งแรกที่ถูกหมาปล้น! เฮ้ย ครั้งแรกที่ไหน ตอนนั้นเขาก็เคยโดนหมากระชากเสื้อเขาไปนี่หว่า
แต่นั่นมันในฝัน
อิ้ง!!
"ไปเลยนะ ไอ้หมาเหลือขอ" แรงเตะจากใครสักคนที่อยู่ในละแวกนี้ทำให้กระเป๋าจียงเป็นอิสระ เจ้าหมาสีดำตัวนั้นวิ่งหนีไปแล้ว "ไม่เป็นไรนะไอ้หนู"
มันวิ่งไปแล้ว..
"อ้าว เฮ้!"
อะไรสักอย่างดลใจให้จียงวิ่งตามมันไป แหวกผ่านผู้คนที่เดินสวนกันจนน่าปวดหัว แม้จะโดนต่อว่าที่เขาวิ่งชนแต่ก็ไม่ได้สนใจ ไอ้หมาตัวนั้น... เซ็นเบอร์นาด สีดำ ตัวใหญ่ เหมือนกับหมาในฝันจนน่าขนลุก เมื่อกี้เห็นวิ่งเลี้ยวไปตรงมุมถนนแวบๆ แต่พอตามไปกลับไม่เจอแล้ว วิ่งตามจนตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน มองซ้ายมองขวา เจ้าหมาสีดำนั่นไม่อยู่แล้ว
บ้าจริงๆ ควอนจียง บ้าของแท้ ปัญญาอ่อนด้วย วิ่งตามมาทำไม คิดว่ามันจะมีอะไรงั้นเหรอ มันก็เหมือนเดจาวู แค่มโนภาพที่ตัวเองเคยคิดว่าเกิดขึ้นมาแล้ว ...มันก็เหมือนในฝัน แค่ฝันไป ฝันร้ายเท่านั้นเอง
มือกุมสร้อยที่ห้อยคอไว้เบาๆ ก้มหน้าลงกล้ำกลืนความเจ็บปวดที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
เดินอย่างไร้จุดหมายเมื่อคิดว่าคงหาไอ้หมาตัวนั้นไม่เจอแล้ว หยุดอยู่ตรงหน้าตู้น้ำกลางลานกว้างสำหรับกิจกรรมต่างๆประจำเมือง หยอดเหรียญเพื่อซื้อน้ำผลไม้มาดื่มให้หายเหนื่อย เรียกสติตัวเองกลับมาสักทีจียง สัญญานะว่ากินน้ำเสร็จจะโบกรถกลับบ้าน เลิกประสาทเสียแบบเมื่อกี้ด้วย
โยนกระป๋องน้ำทิ้งลงถัง หมุนตัวและกำลังจะเดินออกไป
โฮ่ง!
แต่ก็หันหน้าไปตามต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
....อะไรกัน
"เลียทำไมไอ้ตัวแสบ จะอ้อนเอาอะไรฮะ"
ฝันอีกแล้วใช่มั้ย หรือนี่เป็นเรื่องจริง
"หอบแฮ่กแบบนี้ไปซนที่ไหนมาฮึ"
โฮ่ง! งิ้ง
"ซนแบบนี้อีกคราวหลังจะไม่พาออกมาแล้วนะ"
สุนัขเซ็นเบอร์นาดสีดำตัวใหญ่ยกขาหน้าทั้งสองขึ้นตะกุยเข่าเจ้าของที่นั่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ สองมือตบและลูบหัวสัตว์เลี้ยงอย่างเอ็นดูระคนหมั่นไส้ ..แปลกนะ ยินห่างกันตั้งไกล แต่จียงกลับได้ยินเสียงนั้นดังชัดเจน กลัว กลัวอีกแล้ว กลัวจนต้องยกมืออันสั่นเทานั่นกำสร้อยที่ใส่ไว้แน่นๆ เล็บจิกลึกลงกับฝ่ามือ
ฝัน ไม่มีทางเป็นจริง
เขาจะต้องไม่เดินเข้าไป ใช่ เข้าไปไม่ได้นะ เดินออกมาซะ กลับบ้านได้แล้ว
งิ้ง
"ถ้าเกิดแกหายไปแล้วฉันจะกลับบ้านยังไงเล่า"
ปลายเท้าชะงักกึก รู้สึกเหมือนมีก้อนหินจุกอยู่กลางอก
"ชีวิตฉันน่ะฝากไว้ที่แกเลยรู้มั้ย ห้ามหายไปอีกล่ะ"
ก้อนหินมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ...
โฮ่ง!
รู้ตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ข้างต้นไม้ที่มีคนและหมาสีดำเป็นเจ้าของอยู่ จียงเม้มริมฝีปากแน่นไม่พูดอะไร หายใจเข้าหายใจออกครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่สามารถดึงก้อนหินในอกออกไปได้ ยิ่งได้ยินเสียงทุ้มใหญ่นั่นชัดๆยิ่งเจ็บปวด ยิ่งได้เข้าใกล้มากเท่าไหร่ยิ่ง..ใจหาย
"จะไปไหนอีกล่ะเนี่ย! โอ๊ย ฉันตามแกไม่ได้หรอกนะ"
หมอนั่นใส่แว่นกันแดดด้วยล่ะ
ฮะๆ ก็แน่ล่ะสิ แดดแรงจะตายไป
..ฮึก
ข้างตัวหมอนั่นที่รูปถ่ายใบหนึ่งวางอยู่ รูปที่เขาเคยบอกใครคนหนึ่งว่ามันตลก รูปที่เขากำลังยิ้ม ..และตรงนั้น ถ้าเป็นในฝัน จียงจะนั่งทับมันไว้ ถ้าเพียงแต่ลมจะไม่พัดจนมันปลิวมาแปะอยู่ที่ปลายเท้าของเขาล่ะก็นะ เจ้าตัวยังคงไม่รู้ล่ะสิว่ามันปลิวมาอยู่นี่แล้ว คิดอย่างนั้นก็ยิ่งเจ็บ เจ็บยิ่งกว่าตอนที่โดนรถชนซะอีกนะ
ความจริงกับความฝันมันเข้าใกล้กันมากเกินไปแล้ว ความกลัวมาเพิ่มขึ้นจนจียงไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปหา แต่สิ่งที่ตัวเองทำมันช่างตรงกันข้ามกับความคิด ก้มตัวลงหยิบรูปถ่ายที่ปลายเท้าขึ้นมา ใช้มือปัดมันเบาๆ อย่างทะนุถนอมก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าของรูปถ่ายที่นั่งก้มหน้าอยู่
"มันปลิวมา.."
"อะ อ้อ ขอบคุณมาก"
"....."
มือของคนตรงหน้ายื่นมารับและหยิบมันใส่กระเป๋าเสื้อ ..ไม่แม้แต่จะมองมา สักนิด
"สบายดีใช่มั้ย" กลอกตาขึ้นมองท้องฟ้า แม้จะไม่ช่วยให้น้ำตาหยุดไหลได้ แต่มันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
"เสียงคุณเหมือน.."
คนรู้จัก?
"....จียง"
สายตากลับมาที่จุดโฟสกัสเดิม แม้น้ำตาจะไหลก็ไม่สนใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือคนตรงหน้า ชเว ซึงฮยอน.. เรียกชื่อเขา ยืนขึ้น แล้วถอดแว่นตาของจียงและตัวเองออก ดวงตาคมที่มีเสน่ห์นั่น จ้องมาที่จียง จ้องมองมางั้นเหรอ
"ซึงฮยอน นาย.."
พูดไม่ทันจบประโยคดี ใบหน้าจียงก็กดถูกซบลงกับไหล่อุ่น ซึงฮยอนดึงจียงเข้ามากอดแน่น แน่นจนแทบหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด แม้จะเข้าสู่หน้าร้อนแล้วก็ตาม จียงชอบความอุ่นละมุนของอ้อมกอดนี้จัง สองแขนบางยกขึ้นโอบตัวซึงฮยอนแน่นเช่นกัน กอดกันนานจนน้ำตามากมายยังคงไหลไม่หยุดนั้นทำให้เสื้อซึงฮยอนเปียกชื้น แต่ก็ไม่อยากผละออกเลย
"หายแล้วเหรอ นายหายแล้วเหรอจียง"
"อึก นาย..มองเห็นฉันใช่มั้ย"
"ไม่ ฉันมองอะไรไม่เห็นเลย" ดึงจียงออกจากตัว สองมือประคองใบหน้าเปื้อนน้ำตาก่อนใช้ปลายนิ้วเช็ดออกอย่างแผ่วเบา "ตั้งแต่เรื่องวันนั้นเกิดขึ้นมา ทุกอย่างก็ดับวูบ ...ฉันมองอะไรไม่เห็นอีกเลย"
ได้ยังไง ได้ยังไงกัน
"แต่วันนี้ ฉันมองเห็นแล้วนะ"
สับสนไปหมดแล้ว
"นายกลับมาเป็นแสงสว่างให้ฉันแล้ว"
"....."
"ฉันดีใจนะ ดีใจมากเลย นายหายดีและกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง แม้ว่าฉันจะ..จะไม่ใช่เจ้าของดวงตาที่นายกำลังใช้มองฉันอยู่ แม้ฉันจะช่วยอะไรนายไม่ได้เลยก็ตาม.. แต่ฉันก็ดีใจ ดีใจจริงๆ"
"ฉันก็ดีใจ ฮึก.. ดีใจที่เจ้าของดวงตาคนเก่าไม่ใช่นาย" ปลายนิ้วจียงแตะเบาๆข้างแก้มซึงฮยอน "นาย..ห้ามทำนะรู้มั้ย อย่าแม้แต่จะคิด เลิกพยายามที่จะทำอะไรเพื่อฉันสักที"
"....."
"แค่นายรักฉัน ก็พอแล้ว"
ซึงฮยอนยิ้ม ลูบหัวจียงแผ่วเบา
I'm so sorry baby
"ขอโทษที่ช่วยนายไว้ไม่ได้"
Just give me one more chance
"ให้โอกาสฉันอีกสักครั้ง"
I hope you'd understand I..
"ให้ฉันบอกรักนายอีกครั้งนะ"
I want you back here by my side
"แสงสว่างของฉัน.."
ริมฝีปากกัดแน่นอย่างพยายามกลั้นน้ำตา บางทีก็คิดว่าเขาร้องไห้มากเกินไปแล้ว เลิกร้องไห้สักที อย่าทำตัวน่ารำคาญไปมากกว่านี้ จียงสะอื้นเป็นครั้งสุดท้าย ยิ้มแล้วใช้หลังมือป้ายน้ำตาออกก่อนจะจับมือคนตรงหน้าแน่น คำว่า "รัก" ที่ซึงฮยอนพูดออกมาเมื่อกี้.. ไม่อีกแล้วล่ะ จียงจะไม่ปฏิเสธมันอีกแล้ว จะไม่วิ่งหนี จะยืนอยู่ตรงนี้ ต่อให้ใครมาบอกว่าซึงฮยอนเป็นยังไง ทำแบบนี้เพื่อเขาทำไม ก็จะไม่สนใจอีกแล้ว
"นายยังเก็บแหวนไว้"
ตลอดเวลา.. "นายก็ใส่สร้อยฉันไว้เหมือนกัน"
"ก็มีคนส่งไปให้ถึงอเมริกาเลยนี่"
"ค่าส่งมันแพงนะ เพราะงั้นจ่ายคืนมาเลย"
"โอ๊ย เพิ่งมาถึงเกาหลี หิวข้าวแล้วอะ!"
"มาถึงก็ล้างผลาญกันเลยนะ"
ซึงฮยอนจับหัวคนตรงหน้าโยกไปโยกมา กอดคอจียงแล้วลากเขาไปจากใต้ต้นไม้ใหญ่นี่ รอยยิ้มของความสุขปรากฎบนใบหน้า แค่ได้เห็นจียงยิ้ม ชีวิตเขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วล่ะ แต่นี่มันโชคดีมากเลย มากๆ.. ที่นอกจากจียงจะยิ้ม เขายังได้กอดจียงแน่นๆ อีกด้วย ครั้งนี้ล่ะ ไม่มีทางปล่อยไปไหนแน่ ต่อให้วิ่งหนีเขาก็วิ่งตามกลับมาให้ได้ จะไม่นั่งบื้อเป็นไอ้โง่เหมือนในวันคริสมาสต์นั่นอีกเป็นอันขาด
น้ำตาที่พยายามสั่งให้หยุดไหลตั้งนาน มาหยุดเอาดื้อๆ ตอนนี้เนี่ยนะ น่าขายขี้หน้านะว่ามะ แต่ก็ดีแล้วที่ซึงฮยอนไม่ได้บอกว่าเสียงขึ้นจมูกเขาตลกอะ แต่รู้มั้ยหมอนี่บอกว่าเวลาเขายิ้มตอนที่เพิ่งร้องไห้เสร็จใหม่ๆ มันโคตรตลก เหอะ! สรุปจะเอาไงแน่ซึงฮยอน เดี๋ยวต่อยหน้าหงายเลยนี่ จียงตีพุงซึงฮยอนอย่างหมั่นไส้หนึ่งทีโทษฐานที่หนีบคอลากเขาไปแบบไม่บอกกล่าว เสียงหัวเราะใสดังไปทั่วลานกว้าง
ขอบคุณเจ้าของดวงตาคนเก่ามากนะ
ที่ทำให้เราได้มองเห็นรอยยิ้มของกันและกันอีกครั้ง
โฮ่ง!
"อ้าวไอ้ซูโม่ นึกว่าวันนี้จะไม่กลับมาหาแล้วนะเนี่ย"
หมาสีดำตัเวดิมวิ่งกระหืดกระหอบมานอนกลิ้งแทบเท้าซึงฮยอนทันทีที่เห็นว่าเจ้านายกำลังจะเดินออกไปกับใครบางคน นี่เขาเรียกว่าแย่งซีนรึเปล่านะ
"มันชื่อซูโม่จริงเหรอ"
น่ากลัวแฮะ จียงนี่ฝันไม่ธรรมดา
"อือ หมาของฮเยยุนน่ะ พาออกมาเดินเล่นที่ไรวิ่งไปนู่นไปนี่ทุกที ดีนะที่มันกลับมาหาถูก ชีวิตฉันเหมือนแขวนไว้กับมันเลย ถ้ามันหายไปล่ะก็ฉันแย่แน่ ฮเยยุนไล่ฆ่าแบบไม่ต้องสงสัย"
บะ..แบบนี้สินะ ที่จียงร้องไห้ฟูมฟายเพราะคิดว่าซึงฮยอนตาบอดแล้วต้องมีเจ้าหมายักษ์สีดำนี่ไว้นำทาง บ้าจริงๆ บ้ามาก บ้าที่สุด ปัญญาอ่อนด้วย อาจจะเป็นผลมาจากการที่จียงโดนรถชนก็ได้นะเลยชอบคิดอะไรเป็นตุเป็นตะ ก็ช่วยไม่ได้ มันเหมือนในฝันมากเลยนี่นา แต่ก็เอาเหอะ
"ขอบใจแกมากนะ ซูโม่"
"ไปขอบใจมันทำไม ไอ้นี่น่ะ ตัวแสบ!"
งิ้ง
ก็ถ้าไม่เห็นมันซะก่อน จียงจะได้เจอหมอนี่มั้ยเนี่ยถามหน่อย
.
.
.
"ฮัลละ..."
"เออ ใช่เซ่! พอเจอกัน พอคืนดีกันก็ลืมเพื่อนอย่างกูเลยนะพวกมึงทั้งสอง"
"อ้าว ยองเบเหรอ"
"จำชื่อกูได้ด้วย โอ้ ขอบคุณพระเจ้า! ไอ้พวกนี้นี่นะแหม พอไม่มีเรื่องปวดหัวแล้วก็ตัดหางปล่อยวัดกูทันทีเลยทีเดียว มึงรู้มั้ยว่ากูโกรธ กูโกรธ!"
"......"
"ตัดสายกูอีก เออ! ขอบใจมากกกก กูโกรธจริงด้วย เชอะ!"
END.
จบแล้ว T___T โอเย่โอเย่โอเย่
ยังคงรับกระด้ง กระบุง ตะหลิว หม้อ กระทะ สากกะเบือ ไม้จิ้มฟัน ฯลฯ เหมือนเดิมนะค้าบ อยากเขวี้ยงอะไรก็เขวี้ยงมาเล้ยยยยย *ยืดอกรับ* บอกแล้วว่าจบได้น่าเตะเหมือนเดิมตามสไตล์(สไตล์? -_-) คือแต่งเศร้ายังไงก็ทำใจให้มันไม่รักกันไม่ได้อะ ตอนแรกจะตัดจบแค่ตอนสี่ด้วยเหอะ แต่สงสารตัวเองและมันสองคน ทำใจให้มันไม่รักกันไม่ได้จริงๆอะ 555555555
ฟิคเรื่องนี้เขียนแล้วมันมือมาก เป็นฟิคเศร้าๆที่อยากแต่งพล็อตประมาณนี้แหละ เข้าใจผิด รถชน ตาบอด บลาๆ คือเนื้อเรื่องมันธรรมดามากๆ น้ำเน่ามากๆ จนบางประโยคที่เราแต่งยังขนลุกตัวเองเลยทีเดียว คือถ้าแต่งเป็นนิยายมันจะไม่ได้อะมันไม่ได้ แต่ถ้าพอเอาเทมจีเข้ามาเอี่ยวแล้วมันดูมีอะไรขึ้นมาทันที(เรอะ) บวกกับแต่งแล้วมันหายบ้าหายเครียด ก็เลยสามารถเข็นจนจบได้ ส่วนตัวในตอนจบ คิดว่ามันโอเคกว่าฟรีซนะ 55 อาจจะเป็นเพราะแต่งฟรีซตอนจบเราดูไฟนอลเดสติเนชั่นไปด้วยอะแหละ(โบ้ยไปทั่ว) อย่างไรก็ตามยังคงมีปัญหากับตอนจบต่อไป แต่พยายามจะปรับปรุงค่ะ อะฮุอะฮิ
โอเคพล่ามเยอะ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และไม่เม้นท์เลยนะค้า ถ้าไม่มีคนอ่านนี่มันไม่จบแน่นอน เพราะไม่รู้จะแต่งจะลงให้ใครอ่าน กร๊ากกกก ดีใจที่อ่านฟิคปวดตับแบบนี้จนจบเด้อ คือมันเป็นฟิคเศร้าอะ เป็นเราก็ทนไม่อ่านจนจบหรอก เพราะปวดจิตมาก แต่ก็ยังมีคนอ่านมาถึงตรงนี้ ขอบคุณจริงๆค่ะ
ปล. รักยองเบมาก เพื่อนในอุดมคติเลยทีเดียว กร๊าก
(ฟิคกับบีจีไม่ได้เกี่ยวกันเลย)

#2 By pat (111.84.5.66) on 2009-10-26 19:47